การสมัครรับข้อมูลและเนื้อหาเพย์วอลล์

หน้านี้จะอธิบายวิธีใช้ JSON-LD ของ schema.org เพื่อระบุเนื้อหาเพย์วอลล์ในเว็บไซต์โดยใช้พร็อพเพอร์ตี้ของ CreativeWork ข้อมูลที่มีโครงสร้างนี้ช่วย Google ในการแยกแยะเนื้อหาเพลย์วอลล์ออกจากการปิดบังหน้าเว็บจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักเกณฑ์ของเรา ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครรับข้อมูลและเนื้อหาเพย์วอลล์

ตัวอย่าง

คลิกปุ่มด้านล่างเพื่อไปยังตัวอย่างของข้อมูลที่มีโครงสร้าง NewsArticle ที่มีเนื้อหาเพย์วอลล์

หลักเกณฑ์

คุณต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของข้อมูลที่มีโครงสร้างและหลักเกณฑ์ทางเทคนิคเพื่อให้หน้าเว็บมีสิทธิ์แสดงในผลการค้นหา นอกจากนี้ เนื้อหาเพย์วอลล์จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ด้วย

  • รูปแบบ JSON-LD และ Microdata เป็นวิธีที่ยอมรับในการใช้ระบุข้อมูลที่มีโครงสร้างสำหรับเนื้อหาเพย์วอลล์
  • อย่าฝังส่วนต่างๆ ของเนื้อหา
  • ใช้เพียงตัวเลือก .class สำหรับพร็อพเพอร์ตี้ cssSelector

เพิ่มมาร์กอัปไปยังเนื้อหาเพย์วอลล์

ถ้าต้องมีการสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ หรือผู้ใช้ต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่คุณต้องการให้จัดทำดัชนี ให้ทำตามขั้นตอนด้านล่าง ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้กับข้อมูลที่มีโครงสร้าง NewsArticle ตรวจสอบว่าคุณทำตามขั้นตอนเหล่านี้กับหน้าทุกเวอร์ชัน (รวมถึง AMP และที่ไม่ใช่ AMP)

  1. เพิ่มชื่อคลาสคร่อมส่วนเนื้อหาเพย์วอลล์ทุกส่วนของหน้า เช่น
    <body>
    <p>This content is outside a paywall and is visible to all.</p>
    <div class="paywall">This content is inside a paywall, and requires a subscription or registration.</div>
    </body>
    
  2. เพิ่มข้อมูลที่มีโครงสร้าง NewsArticle
  3. เพิ่มข้อมูลที่มีโครงสร้าง JSON-LD ที่ไฮไลต์ไปยังข้อมูลที่มีโครงสร้าง NewsArticle
    {
      "@context": "http://schema.org",
      "@type": "NewsArticle",
      "mainEntityOfPage": {
        "@type": "WebPage",
        "@id": "https://example.org/article"
      },
      (...)
      "isAccessibleForFree": "False",
      "hasPart": {
        "@type": "WebPageElement",
        "isAccessibleForFree": "False",
        "cssSelector": ".paywall"
      }
    }
    

ส่วนเพย์วอลล์หลายส่วน

หากคุณมีเพย์วอลล์หลายส่วนในหน้าๆ หนึ่ง ให้เพิ่มชื่อคลาสเป็นแถวลำดับ

นี่คือตัวอย่างของส่วนเพย์วอลล์ในหน้า 1 หน้า

<body>
<div class="section1">This content is inside a paywall, and requires a subscription or registration.</div>
<p>This content is outside a paywall and is visible to all.</p>
<div class="section2">This is another section that's inside a paywall, and requires a subscription or registration.</div>
</body>

นี่คือตัวอย่างของข้อมูลที่มีโครงสร้าง NewsArticle ที่มีส่วนเพย์วอลล์หลายส่วน

{
  "@context": "http://schema.org",
  "@type": "NewsArticle",
  "mainEntityOfPage": {
    "@type": "WebPage",
    "@id": "https://example.org/article"
  },
  (...)
  "isAccessibleForFree": "False",
  "hasPart": [
    {
      "@type": "WebPageElement",
      "isAccessibleForFree": "False",
      "cssSelector": ".section1"
    }, {
      "@type": "WebPageElement",
      "isAccessibleForFree": "False",
      "cssSelector": ".section2"
    }
  ]
}

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับ AMP

ต่อไปนี้เป็นข้อควรพิจารณาหากคุณใช้หน้า AMP

  • หากคุณมีหน้า AMP ที่มีเนื้อหาเพย์วอลล์ ให้ใช้ amp-subscriptions ตามความเหมาะสม
  • ตรวจสอบว่าปลายทางของการให้สิทธิ์ได้อนุญาตการเข้าถึงเนื้อหาแก่บ็อตที่เหมาะสมจาก Google และโปรแกรมรวบรวมข้อมูลของเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามผู้เผยแพร่เนื้อหาแต่ละราย
  • ตรวจสอบว่านโยบายการเข้าถึงของบ็อตที่คุณใช้กับหน้า AMP และหน้าที่ไม่ใช่ AMP เหมือนกัน มิเช่นนั้นจะทำให้ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเนื้อหาที่ไม่ตรงกันปรากฏใน Search Console ได้

ตรวจสอบว่า Google รวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้

การตรวจสอบว่า Google รวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีเนื้อหาบนหน้าเว็บได้มีหลายวิธีดังนี้

  • ถ้าต้องการเพียงให้ Google รวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีเนื้อหาของหน้าที่อยู่นอกเพย์วอลล์และทุกคนเห็นได้ ให้ข้ามขั้นตอนนี้
  • ถ้าต้องการให้ Google รวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีทั้งหน้า (รวมถึงส่วนที่มีเพย์วอลล์) ให้ตรวจสอบว่า Googlebot และ Googlebot-News (ถ้าเกี่ยวข้อง) เข้าถึงหน้าเว็บได้
  • ถ้าไม่ต้องการให้ Google แสดงลิงก์ที่เก็บไว้สำหรับหน้าเว็บ ให้ใช้เมตาแท็ก robots noarchive